อำเภอสะเมิง


ความเป็นมาของอำเภอสะเมิง

เริ่มแรกสันนิษฐานว่ามีชนเผ่าลัวะส่วนหนึ่งอพยพเข้ามาตั้งถิ่นฐานเป็นชนเผ่าแรก โดยอพยพมาจากเวียงเจ็ดริน ซึ่งเป็นเมืองหลวงของชนเผ่าลัวะ มีร่องรอยที่บริเวณเชิงดอยสุเทพ ด้วยเหตุการณ์ในอดีตสองเหตุการณ์ คือ ขุนหลวงวิลังคะ กษัตริย์ชนเผ่าลัวะได้ทำสงครามและได้รับความพ่ายแพ้แก่พระนางจามเทวีปฐมกษัตริย์แห่งเมืองหริภุญชัย และจากการทำสงครามและได้รับความพ่ายแพ้แก่พญามังรายมหาราชปฐมกษัตริย์แห่งเมืองเชียงใหม่ ซึ่งปัจจุบันมีหลักฐานทางโบราณคดีที่สำคัญหลงเหลืออยู่ได้แก่ ซากปรักหักพังของวัดวาอาราม โบราณสถาน โบราณวัตถุ รอยพระพุทธบาท รอยพระหัตถ์ รอยพระชานุ(หัวเข่า) วัดเก่าแก่ พระพุทธรูปโบราณ และป่าช้าเก่าของชนเผ่าลัวะ ที่กระจัดกระจายตามพื้นที่ต่าง ๆ เช่นที่บ้านแม่สาบ บ้านบ่อแก้ว

ต่อมาสันนิษฐานว่ามีคนจากเมืองเชียงใหม่ส่วนหนึ่งอพยพเข้ามาอยู่เป็นกลุ่มที่สอง ในสมัยพระเจ้าเมกุฏิสิทธิวงศ์ กษัตริย์เชียงใหม่ครั้งได้รับความพ่ายแพ้แก่พม่า ใน พ.ศ. 2501 อันเป็นการสิ้นสุดราชวงศ์มังรายนับแต่นั้นมา คนเมืองเชียงใหม่ที่อพยพเข้ามาตั้งถิ่นฐานในพื้นที่แห่งนี้ได้นำทรัพย์สิน เงินทอง พระพุทธรูปที่สำคัญมาด้วย และได้นำไปซ่อนไว้ตามป่าเขา ในถ้ำ และสร้างวัดวาอารามต่าง ๆ ปัจจุบันในบริเวณพื้นที่มีหลักฐานทางโบราณคดีที่สำคัญได้แก่ ซากปรักหักพังของวัดวาอาราม โบราณสถาน โบราณวัตถุ โดยเฉพาะพระพุทธรูปโบราณที่ค้นพบในอำเภอสะเมิงส่วนใหญ่มีพุทธศิลป์เป็นศิลปะในยุคของเชียงแสน และล้านนา เช่น พระพุทธรูปที่ขุดพบที่บ้านห้วยพระเจ้า ตำบลบ่อแก้ว เมื่อ พ.ศ. 2506 เป็นพระพุทธรูปสมัยเชียงแสน มีอักษรฝักขามจารึกว่าสร้างเมื่อ พ.ศ. 2106 ปัจจุบันประดิษฐานอยู่ที่พระตำหนักภูพิงคราชนิเวศน์ จังหวัดเชียงใหม่

ต่อมาเมื่อครั้งพญาจ่าบ้านและพระเจ้ากาวิละได้ขับไล่พม่าออกไปจากเมืองเชียงใหม่ได้สำเร็จ ได้รื้อฟื้นบูรณะเมืองเชียงใหม่ ซึ่งในสมัยนั้นแทบไม่มีผู้คนอาศัย เป็นยุคการสร้างบ้านแปงเมืองเรียกว่า “เก็บผักใส่ซ้าเก็บข้าใส่เมือง” มีการกวาดต้อนผู้คนจากเมืองต่าง ๆ ให้มาอาศัยอยู่ในเมืองเชียงใหม่ สันนิษฐานว่ามีผู้คนส่วนหนึ่งอพยพเข้ามาในพื้นที่แห่งนี้ได้แก่ ชาวไทยลื้อและชาวกะเหรี่ยง มีการค้นพบหลักฐานจารึกเป็นอักษรล้านนาจารึกในใบลานธรรมใน พ.ศ. 2302 ที่วัดแม่สาบ ตำบลสะเมิงใต้ โดยพวกหนึ่งตั้งถิ่นฐานที่บ้านดงช้างแก้ว พวกที่สองตั้งถิ่นฐานที่บ้านท่าศาลา และพวกที่สามตั้งถิ่นฐานที่บ้านแม่สาบ

ต่อมามีนายเทิ้มซึ่งเดินทางค้าขายกับเมืองเชียงใหม่ ได้รายงานให้ทางเมืองเชียงใหม่ทราบว่ามีผู้คนอาศัยอยู่ที่สะเมิงจำนวนมากพอที่จะตั้งเป็นเมืองในความปกครองได้ พระเจ้ากาวิละจึงแต่งตั้งให้พญาราชและนายเทิ้มเป็นหัวหน้าปกครอง

สะเมิงได้รับการยกฐานะเป็นอำเภอสะเมิงครั้งแรกเมื่อ พ.ศ. 2445 มีนายโห้ เป็นนายอำเภอคนแรก มีฐานะเป็นอำเภอได้ 35 ปี ทางราชการเห็นว่าอำเภอสะเมิงอยู่ในถิ่นทุรกันดาร การคมนาคมไม่สะดวก ดูแลไม่ทั่วถึง จึงยุบเป็น กิ่งอำเภอ เมื่อ พ.ศ. 2480 ต่อมาเมื่อวันที่ 23 กรกฎาคม พ.ศ. 2501 ถึงได้ยกฐานะกลับคืนมาเป็น อำเภอสะเมิง จนถึงปัจจุบัน

ความหมายของคำว่า “สะเมิง”

คำว่า สะเมิง ไม่มีความหมายบรรจุไว้ในพจนานุกรม แต่คำว่า “เมิง” มีอยู่ในภาษาพูดของไทยลื้อ เช่น “ฟ้าเมิง” แปลว่า พระอาทิตย์กำลังจะโผล่พ้นขอบฟ้า หรือ รุ่งอรุณ ในภาษาพูดของชาวไทยใหญ่ แปลว่า เมือง ในตำนานพระธาตุม่อนเปี๊ยะได้บันทึกไว้ว่ามีชุมชนชื่อ ซะเมิง มี ขุนซะเมิง เป็นผู้นำชุมชน

มีผู้รู้ได้ศึกษาที่มาและความหมายของคำว่า สะเมิง ไว้ดังนี้

ไกรศรี นิมมานเหมินทร์  อดีตอาจารย์มหาวิทยาลัยเชียงใหม่ อธิบายว่า “สะเมิง” กำเนิดขึ้นจากคำว่า “สามเมิง” ตามสำเนียงไทยลื้อ ที่เรียก เมือง ว่า เมิง  คำว่า “สามเมิง” หมายถึง การตั้งถิ่นฐานทั้ง 3 บ้าน 3 เมือง นั่นเอง

พระครูสิริชัยคุณ  อดีตเจ้าคณะอำเภอสะเมิง อธิบายว่า ในสมัยเจ้าชีวิตอ้าวหรือพระเจ้ากาวิโลรสสุริยวงศ์ ได้มาเลี้ยงช้างและฝึกลูกช้างไว้ใช้งานที่บ้านห้วยคอก(ช้าง) มีชนเผ่าลัวะ ไทยลาว มาอยู่เลี้ยงช้าง คำว่า “สะเมิง” มาจาก คนสามเมือง แต่ก่อนไม่เรียกว่าบ้าน แต่เรียกว่า เมือง คือชนเผ่าลัวะ ไทยลาว และไทยลื้อ มาอยู่ร่วมกัน หรือ คนสามเมืองมาอยู่รวมกัน

          สม สาธุเม  ชาวไทยลื้อบ้านแม่สาบ อธิบายว่า “สะเมิง” เป็นคำที่ชาวลัวะเรียกคนเมืองเชียงใหม่ที่อพยพเข้ามาอยู่ภายหลังพวกตนว่า ชาวลาว หรือบ้างเรียกว่า คนเมือง หรือ ชาวเมือง ซึ่งชาวลัวะ ออกเสียงว่า ชาวเมิง หรือ สะเมิง

          มณี พยอมยงค์  อดีตอาจารย์มหาวิทยาลัยเชียงใหม่ อธิบายว่า จากการสอบถามผู้เฒ่าชาวลัวะที่บ้านเมืองก๊ะ กล่าวว่า “สะเมิง” เป็นภาษาลัวะโบราณ หมายถึง รุ่งอรุณ ใกล้แจ้ง อุษา อรุณรุ่ง อรุโณทัย อันเป็นภาษาในบาลีสันสกฤต เป็นคำมงคล เป็นคำแห่งการเริ่มต้นชีวิต เนื่องด้วยเชื่อว่า งานมงคลควรทำการในภาคเช้า ตอนใกล้รุ่ง หรือ สายเมิง หรือชาวล้านนาเรียกว่า “ตีนฟ้ายก” สายเมิง หรือ สะเมิง เป็นภาษาลัวะที่พูดสืบทอดมาในท้องถิ่น

          พระมนตรี ธิตธัมโม  วัดแสนตอง อธิบายว่า จากการสืบค้นประวัติบ้านแสนตอง พบว่าชาวไทยใหญ่หรือชาวเงี้ยวได้อพยพจากพม่า มาตั้งถิ่นฐานใหม่ที่บ้านแสนตอง ริมแม่น้ำสะเมิงในปัจจุบัน ขณะเดินทางเมื่อมีคนถามว่า ไปไหนกัน พวกเขาจะตอบว่า ไปสร้างเมือง แต่ชาวไทยใหญ่ออกเสียงว่า “ส่างเมิง” และเพี้ยนมาเป็น “สะเมิง” ในปัจจุบัน

          บรรเลง สุปี  อดีตศึกษานิเทศก์ สำนักงานการประถมศึกษาอำเภอสะเมิง พบว่า ในตำนานพระธาตุม่อนเปี๊ยะ ซึ่งต้นฉบับจารึกเป็นภาษาล้านนาในใบลานธรรม เมื่อ พ.ศ. 2147 ได้กล่าวถึงบุคคลและชุมชนที่เกี่ยวข้องในการสร้างพระธาตุม่อนเปี๊ยะได้แก่ ขุนพลางสามเหลี่ยม ขุนเมืองสาด ขุนซะเมิง ขุนหลวงหริภุญชัย ขุนยวม(มีสองพี่น้อง ผู้พี่อยู่ยวมเหนือ ผู้น้องอยู่ยวมใต้) และพญาอินทร์ คำว่า “ซะเมิง”ที่เป็นชื่อของชุมชน (สันนิษฐานว่าเป็นชุมชนเผ่าลัวะ) และชื่อของบุคคล คือ ขุนซะเมิง น่าจะเป็นที่มาของคำว่า “สะเมิง” และชื่อของอำเภอสะเมิงในปัจจุบัน

          จอซาเก พนาคีรีรัตน์ และ พุข่า น้อยแกะเปอ  ชาวกะเหรี่ยงและกำนันตำบลบ่อแก้ว เล่าว่า คำว่า “สะเมิง” มาจาก คำว่า “สาบเมิน” จากตำนานเรื่อง กวางคำ เรื่องเล่ามีอยู่ตอนหนึ่งว่า มีชายผู้หนึ่งนำหมาไล่เนื้อไปล่าสัตว์ในป่า หมาได้ดมกลิ่นเจอกลิ่นของกวางตัวหนึ่งซึ่งขนและเขาเป็นสีทองคำ ที่บริเวณบ้านแม่สาบ หมาล่าเนื้อใช้เวลาในการดมกลิ่นเป็นเวลานานมากกว่าจะพบเจอกวางดังกล่าว ในภาษาพื้นเมืองล้านนาใช้คำว่า “สาบเมิน” หมายถึง ใช้เวลาดมกลิ่นเป็นเวลานาน และต่อมาได้เพี้ยนเป็นคำว่า “สะเมิง”

          ปัน พุทธโส ชาวไทยลื้อบ้านแม่สาบ เล่าว่า คำว่า “สะเมิง” มาจากตำนานเรื่อง พระเจ้าเลียบโลก มีอยู่ตอนหนึ่งเล่าว่า เมื่อพระพุทธเจ้าได้เดินทางมาถึงแม่น้ำแห่งหนึ่ง (ลำน้ำสะเมิงในปัจจุบัน) ทรงตรัสว่าควรสร้างบ้านแปงเมืองลง ณ บริเวณแห่งนี้ ทรงล้างมือ ณ แม่น้ำนั้น จึงเรียกบริเวณนั้นว่า “สะมือ” หมายถึง ล้างมือ และต่อมาเพี้ยนเป็นคำว่า “สะเมิง”

          บ้างสันนิษฐานว่าน่าจะมาจากภาษากะเหรี่ยง จากคำว่า “ซามือ” หมายถึง “ฟืน” ที่ใช้ส่องทางในขณะเดินทางเข้ามาในครั้งนั้น ต่อมาเพี้ยนเป็น “สะเมิง” หรือ มาจากคำว่า “สาเมอ” แปลว่า โดดเดี่ยวหรือทอดทิ้ง หมายถึง เมืองที่อยู่โดดเดี่ยว หรือเมืองที่ถูกทอดทิ้ง

          จากสมุดประวัติศาสตร์กิ่งอำเภอสะเมิงว่าด้วยประวัติสภาพท้องที่ บันทึกไว้เมื่อวันที่ 10 กรกฎาคม พ.ศ. 2496 อธิบายว่า คำว่า “สะเมิง” เท่าที่สืบทราบปรากฏว่าเป็นภาษากะเหรี่ยง มีความหมายว่า “แสงสว่าง”

          จากการบอกเล่าของชาวไทยลื้ออำเภอสะเมิง เล่าว่า ชาวไทยลื้อและชาวกะเหรี่ยงกลุ่มแรกที่อพยพเข้ามาตั้งถิ่นฐานในพื้นที่อำเภอสะเมิง ได้เดินทางตามเส้นทางดอยสุเทพตลอดทั้งวันทั้งคืน มาถึงพื้นที่อำเภอสะเมิงในเวลารุ่งอรุณ จึงตั้งชื่อเป็นภาษากะเหรี่ยงว่า “สะเมิง” ซึ่งแปลว่า “รุ่งอรุณยามเช้า”

เรียบเรียงจาก หนังสือ 100 ปี อำเภอสะเมิง (พ.ศ. 2445 – 2545)

ปฏิทินการท่องเที่ยวสะเมิง

มกราคม - มีนาคม                   ชมธัญพืช/พืชผัก/ไม้ดอกเมืองหนาว แปลงดอกเก็กฮวย ชิมสตรอเบอรี่

มิถุนายน – พฤศจิกายน            ชมแปลงนาข้าวขั้นบันไดและข้าวไร่